วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ส่งงานรอบบ่ายครับ

1.การเร่งงาน มีประโยชน์หรือไม่อย่างไร ให้ยกตัวอย่างประกอบ

การเร่งงานมีประโยชน์ กล่าวคือจะช่วยในเรื่องของเวลาในการดำเนินโครงการ และช่วยในเรื่องประหยัดงบประมาณขององค์กร ตัวอย่างของการเร่งงานคือการเร่งกิจกรรมในสายงานที่ใช้เวลามากที่สุด เพื่อหากิจกรรมที่ใช้เวลาทำมากที่สุด เช่น มีสายงานที่ 3 ที่ใช้เวลามากที่สุดคือ 33 จากสายงานทั้งหมดที่เป็นไปได้ ซึ่งในสายงาน 3 นั้นมีกิจกรรม C ใช้เวลามากที่สุดคือ 10 วันก็ให้ทำการลดเหลือ 9 วัน กล่าวคือลดเวลาของกิจกรรมนั้นๆลง เพื่อประหยัดเวลาในการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด

2. การเร่งงาน ท่านคิดว่าปัจจัยอะไรที่จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ อธิบายประกอบเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นอะไร

ปัจจัยหลักที่จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษในการเร่งงาน คือ การหาเส้นทางวิกฤต และดำเนินการเร่งงานวิกฤตที่มีต้นทุนการเร่งงานต่ำที่สุดก่อน

3. การเร่งงาน ที่ดีท่านคิดว่าจะต้องเรียงลำดับความสำคัญจากอะไรก่อนหลัง เพราะ

การเร่งงานที่ควรดีควรเรียงลำดับความสำคัญของงาน

4. การพัฒนาโปรแกรมหรือระบบสารสนเทศใดๆ นั้น การเร่งงานมีส่วนมาเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร

มีส่วนมาเกี่ยวข้อง เพราะแต่ละงานมีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่นในส่วนการวิเคราะห์และออกแบบระบบกับการเขียนโปรแกรม ต้องอาศัยระยะเวลาและความเข้าใจในเนื้องานตรงกันของทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการ เมื่อฝ่ายวิเคราะห์และออกแบบระบบทำงานล่าช้าหรือใช้งบประมาณมาก ก็จะส่งผลต่อภายเขียนโปรแกรมเนื่องจากมีระเวลากระชั้นชิดและงบประมาณที่จำกัด

ส่งงานครับ

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สอบกลางภาค


<!--[if gte mso 9]> Normal 0 false false false EN-US X-NONE TH MicrosoftInternetExplorer4

โครงการพัฒนาเว็บไซต์ขายเสื้อผ้า

สำเร็จรูป

ไฟล์ทั้งหมดครับ http://file2.uploadfile.biz/i/EWIMMEIIIWEZWH

a คือเวลาที่สั้นที่สุดในการทำกิจกรรมให้เสร็จ

m คือเวลาที่น่าจะเป็นมากที่สุดในการทำกิจกรรม

b คือเวลาที่ยาวที่สุดในการทำกิจกรรมให้เสร็จ

Activity

Predecessor

a

m

b

Expected Duration

A:ศึกษา พิจารณา ความเป็นไปได้ของหัวข้อและขอบเขตของโครงการ

None

9

11

12

10.83

B:จัดทำหัวข้อและขอบเขตของโครงการ

A

4

5

6

5

C:เสนองานและขอบเขตต่ออาจารย์ที่ปรึกษา

B

2

3

4

3

D:เก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงศึกษาการตลาด

C

21

24

26

23.83

E:ออกแบบความต้องการ

C

17

18

19

18

F:ค้นหาและเก็บข้อมูลเนื้อหาและไฟล์ต่างๆที่จำเป็น

D

17

18

20

18.17

G:ติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา

E

3

4

5

4

H:ศึกษาและค้นคว้าการเขียนภาษา PHP และ Javascript

F

22

24

25

23.83

I:วิเคราะห์ ออกแบบระบบฐานข้อมูล

G

28

31

33

30.83

J:ทดสอบ สร้างระบบฐานข้อมูล

H

6

8

9

7.83

K:สร้างและพัฒนาระบบ

J

100

110

115

109.17

L:ทดสอบความเรียบร้อยของระบบโดยรวม

K

10

12

14

12

M:ตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของระบบ

K

15

17

20

17.17

N:จัดทำคู่มือการใช้งาน


7

9

12

9.17

O:รายงานผลการดำเนินงาน

M

3

4

7

4.17

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เอกสาร power point หน้า 13 มีกี่เส้นทาง ที่เป็นไปได้ และเส้นทางใดเป็น critical path พร้อมบอกระยะเวลาที่วิกฤต



มี 3 เส้นทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ A-D-I , B-EG-J และ C-F-H-J โดยเส้นทาง C-F-H-J เป็น critical path มีระยะเวลาวิกฤตคือ 21

ท่านคิดว่า CPM กับ PERT ต่างกันอย่างไร หน้า 19 กับ 26

CPM มีการแสดงระยะเวลาของงานที่คาดว่าจะเสร็จโดยประมาณ(Estimated Duration) เท่านั้น แต่ PERT จะมีการแสดงถึงเวลาที่คาดว่าจะทำกิจกรรมแล้วเสร็จได้เร็วที่สุด(Optimistic Time) เวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำกิจกรรมแล้วเสร็จ(Most likely) และเวลาที่คาดว่าจะทำกิจกรรมแล้วเสร็จได้ช้าที่สุด(Worst-case)

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โครงงาน พัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เรียน

โครงงานพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เรียน

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ในอดีตการบริหารจัดการเรียนการสอนของผู้เรียนและผู้สอนยังมีความยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่เป็นระบบมากนัก ต้องใช้เวลาในการเตรียมการนาน อีกทั้งแต่ละแห่งมีมาตรฐานที่แตกต่างกันมาก แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีความเจริญก้าวหน้า และพัฒนามีความทันสมัยกว่าในอดีต จึงได้มีคนคิดค้นทำระบบการบริหารจัดการเรียนการสอนขึ้นมา เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวก และมีความเป็นมาตรฐาน โดยมีระบบการบริหารจัดการเรียนการสอนมากมาย เช่น ATutor Claroline D4L+P ILIAS Learnsquare Moodle Sakai Vclass เป็นต้น โดยแต่ละระบบมีความสามารถจุดเด่น จุดด้อยที่แตกต่างกัน

ระบบการจัดการการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะถูกพัฒนาเพื่อสนับสนุนผู้สอนเป็นหลัก ไม่ได้ช่วยในเรื่องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนเท่าใดนัก อีกทั้งไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของการประเมินผลผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และแบ่งลำดับความรู้ความสามารถและทักษะของผู้เรียน ดังนั้นผู้จัดทำจึงได้พัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เรียนขึ้น เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ เพราะผู้เรียนแต่ละรายมีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งใช้กรณีศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น โดยมีการแบ่งระดับและทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนออกเป็นระดับต่างๆ 3 ระดับ ได้แก่ อ่อน ปานกลาง และเก่ง โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียนเป็นเกณฑ์วัดระดับ อย่างเช่น กลุ่มผู้เรียนอ่อนจะเริ่มเรียนบทเรียนขั้นพื้นฐานและเบื้องต้น กล่าวคือบทเรียนง่ายๆ เพื่อปูพื้นฐานความรู้ก่อนจากนั้นค่อยเข้าศึกษายังบทที่ 1 บทที่ 2 เป็นลำดับถัดไป ส่วนกลุ่มผู้เรียนระดับกลางอาจเริ่มต้นเรียนที่บทเรียนที่ 1 และสุดท้ายกลุ่มผู้เรียนระดับเก่งอาจเริ่มต้นเรียนที่ 2 เพราะมีความรู้มากพอในระดับหนึ่งแล้ว จากนั้นมีการทดสอบหลังเรียน ก่อนรายงานผลการเรียน เพื่อนำมาประเมินผลผู้เรียน โดยระบบสามารถจัดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนได้ตามสภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน และผู้สอนเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและสร้างแบบทดสอบ เพื่อวัดระดับ


ความสามารถของผู้เรียนผ่านทางระบบ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามลำดับมากขึ้น

2. วัตถุประสงค์ของโครงงาน

บทนำเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เรียน กรณีศึกษารายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเบื้องต้น

3. ขอบเขตของโครงงาน

3.1 ระบบมีฟังก์ชั่นการทำงานทั่วไปสำหรับผู้ดูแล เช่น แก้ไขข้อมูลประวัติส่วนตัวได้ สามารถจัดการระบบสมาชิกได้

3.2 ระบบมีฟังก์ชั่นการทำงานทั่วไปสำหรับผู้สอน เช่น แก้ไขข้อมูลประวัติส่วนตัว สามารถจัดการเนื้อหาบทเรียน และจัดการแบบทดสอบได้

3.3 ระบบมีฟังก์ชั่นการทำงานทั่วไปสำหรับผู้เรียน เช่น แก้ไขข้อมูลประวัติส่วนตัว สามารถทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน

3.4 มีกระทู้ถาม-ตอบ(Webboard)เพื่อถามตอบปัญหาหรือติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ดูแลระบบ และผู้สอนกับผู้เรียน หรือผู้เรียนกับผู้เรียน

3.5 ชุดแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีการแสดงผลแบบสุ่ม

3.6 แบบทดสอบแต่ละชุดเป็นแบบกำหนดเวลา

3.7 ลักษณะของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นแบบตัวเลือก

3.8 ลักษณะของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีการเชื่อมโยงกับความรู้เนื้อหาในบทเรียน

3.9 ระบบแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ อ่อน ปานกลาง และเก่ง โดยใช้คะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน

3.10 ระบบสามารถจัดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนได้ตามระดับความรู้เริ่มต้นของผู้เรียน

3.11 ผู้สอนเป็นผู้กำหนดเนื้อหาบทเรียนรายวิชา และสร้างแบบทดสอบ เพื่อวัดระดับความสามารถของผู้เรียนผ่านทางระบบ

4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

4.1 ช่วยพัฒนาระดับความรู้ของผู้เรียนให้เป็นไปอย่างมีลำดับขั้น

4.2 ช่วยจัดระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน หลังทำแบบทดสอบก่อนเรียน

4.3 ช่วยจัดบทเรียนที่เหมาะสมตามระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน

4.3 ช่วยให้ผู้สอนสามารถจัดการบทเรียนรายวิชาได้สะดวก

5. ขั้นตอนการดำเนินงาน

5.1 พิจารณาหัวข้อและกำหนดขอบเขตของโครงงาน

- ค้นหาข้อมูลเรื่องระบบการจัดการการเรียนการสอน ได้แก่ ATutor และ Moodle

- ศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการพัฒนา

- ศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค

5.2 เสนอโครงงานและขอบเขตของโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา

5.3 วิเคราะห์และออกแบบความต้องการ

- เก็บรวบรวมข้อมูล

- สร้างแผนภาพแสดงข้อมูล (Context Diagram)

- สร้างแผนภาพแสดงการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram)

- สร้างคำอธิบายการประมวลผลข้อมูล (Process Description)

- ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User Interface)

- ออกแบบฐานข้อมูลโดยใช้แผนผังแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มข้อมูล (E-R Diagram)

- สร้างพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary)

5.4 ค้นหาและเก็บข้อมูลเนื้อหารายวิชาและไฟล์ต่างๆที่จำเป็น

5.5 ติดตั้งโปรแกรมที่จำเป็น พร้อมทั้งศึกษาและค้นคว้าการเขียนภาษา PHP และ Javascript

5.6 วิเคราะห์ ออกแบบ และทดสอบระบบฐานข้อมูล

5.7 สร้างและพัฒนาระบบ

5.8 ทดสอบความเรียบร้อยของระบบโดยรวมทั้งหมด รวมทั้งตรวจสอบแก้ไขความผิดพลาดของระบบ

5.9 จัดทำคู่มือการใช้งาน

5.10 รายงานผลการดำเนินงาน

งบประมาณในการดำเนินโครงการ

10,000 บาท

ระยะเวลาการดำเนินการ

9 เดือน (เริ่ม 1ธันวาคม 2554 – 1 กันยายน 2555)

ตารางการดำเนินงาน

http://www.mediafire.com/?9ei5fv729z9n5oj